การนับคะแนนกอล์ฟ

สำหรับท่านที่มีความสนใจจะหัดเล่นกอล์ฟ เริ่มสนใจดูการถ่ายทอดกอล์ฟรายการต่างๆ หรือเป็นนักกอล์ฟมือใหม่ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการนับคะแนนในการเล่นกอล์ฟนั้น เคยสงสัยไหมครับ ว่า การนับคะแนนกอล์ฟนั้นเขานับกันอย่างไร คำว่าพาร์ โบกี้ เบอร์ดี้ สารพัดคำศัพท์อีกมากมาย มีความหมายว่าอย่างไรกันบ้าง 

กอล์ฟเป็นกีฬาที่แข่งกันในเรื่องของความผิดพลาด หากใครผิดพลาดน้อยที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ ดังนั้น การนับคะแนนก็จะต่างกับกีฬาอื่นๆ ที่มักจะแข่งกันทำคะแนน ยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่สำหรับกอล์ฟแล้วจะเป็นไปในทางตรงกันข้ามครับ คือ หากใครคะแนนน้อยที่สุด กลับเป็นผู้ชนะ สำหรับมือสมัครเล่น หรือ Weekend Golfer ทั่วไป ซึ่งมักจะมีเวลาออกรอบกันเพียงแค่สัปดาห์ละ ครั้งสองครั้ง บ่อยๆหน่อยก็สัก 2-3 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็มักจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆตามสนามต่างๆกันไป คะแนนจึงมีเพียง 18 หลุมสำหรับวันนั้นๆ ในสนามนั้นๆ แต่ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ จะเอาคะแนนจากทุกวันในการแข่งขันมารวมกัน 3 วันบ้าง 4 วันบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะกำหนด แล้วคัดเลือกผู้ชนะจากผู้ที่มีคะแนนจากการเล่นทุกๆวันรวมกันแล้วมีคะแนนน้อยที่สุดไล่ไปตามลำดับครับ

โดยส่วนใหญ่แล้ว สนามกอล์ฟมักจะมีจำนวน 18 หลุม โดยประกอบด้วยหลุมพาร์ 3 จำนวน 4 หลุม หลุมพาร์ 4 จำนวน 10 หลุม และหลุมพาร์ 5 จำนวน 4 หลุม คำว่า พาร์ เป็นศัพท์ที่นักกอล์ฟหยิบยืมมาจากตลาดหุ้น ซึ่งแสดงว่าอยู่ในระดับเดียวกับระดับปกติ ในสมัยแรกเริ่มเดิมทีที่มีกีฬากอล์ฟ ยังไม่มีการกำหนดค่าระดับมาตรฐาน หรือ พาร์ สำหรับจำนวนครั้งในการตีจนกว่าลูกกอล์ฟจะลงหลุมในแต่ละหลุม แต่จะแข่งกันที่ใครตีลูกลงหลุมได้โดยใช้จำนวนการตีน้อยครั้งที่สุดเป็นผู้ชนะ จนในปี คศ.1911 USGA (United States Golf Association) ได้กำหนดระยะมาตรฐานสำหรับความยาวของสนามสำหรับหลุมพาร์ต่างๆดังต่อไปนี้ครับ

ไม่เกิน 225 หลา = พาร์ 3 : ต้องตี 3 ครั้งให้ลูกลงหลุม
225 425 หลา = พาร์ 4 : ต้องตี 4 ครั้งให้ลูกลงหลุม
426 600 หลา = พาร์ 5 : ต้องตี 5 ครั้งให้ลูกลงหลุม
601 หลาขึ้นไป = พาร์ 6 : ต้องตี 6 ครั้งให้ลูกลงหลุม

การที่จะได้คะแนน พาร์ ได้นั้น ผู้เล่นจะต้องตีลูกกอล์ฟให้ลงหลุมได้ภายจำนวนครั้งที่กำหนด โดยที่จำนวนครั้งในการตีเราจะต้องรวมจำนวนการตีทั้งหมดทุก Shot เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การเริ่มเล่น, Shot ต่างๆ ในสนาม, แต้มปรับ(เฉพาะในกรณีที่ทำผิดกติกา) และจำนวนการพัตต์ แล้วจึงนับเป็นคะแนนสำหรับหลุมนั้นๆครับ การตีแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากแท่นที จากแฟร์เวย์ หรือการพัตต์ เราจะเรียกรวมๆว่า Strock (สโตรค)
การกำหนดค่าพาร์ของหลุมแต่ละหลุมนั้น โดยปกติแล้วจะกำหนดมาจากจำนวนครั้งที่นักกอล์ฟน่าจะสามารถตีลูกกอล์ฟให้ขึ้นไปออนกรีนได้ รวมกับจำนวนการพัตต์อีก2ครั้ง (หรือ 2 พัตต์) แล้วทำให้ลูกลงหลุม
การที่จะได้ พาร์ ในหลุมพาร์ 3 สำหรับการเล่นโดยปกติ จะเกิดจากการ ตี 1 ครั้งจากแท่นที (Tee Off) ไปออนบนกรีน แล้วพัตต์อีก 2 ครั้งลงหลุม แต่ถ้าเป็นการตี 2 ครั้ง แล้วพัตต์ 1 ครั้งแล้วลูกลงหลุมก็ถือว่าได้พาร์ หรือจะเป็นการตี 3 ครั้งแล้วลูกลงหลุมโดยไม่ต้องพัตต์ก็ถือว่าได้พาร์เช่นกัน 
หากเป็นหลุมพาร์ 4 การได้พาร์จากการเล่นโดยปกติ เกิดจากการตีให้ออนกรีนจากการตี 2 ครั้ง (จากแท่นที 1 ครั้ง จากเขตพื้นที่ใดๆในสนาม 1 ครั้ง) แล้วพัตต์จนลูกลงหลุมอีก 2 ครั้ง ทั้งนี้การตีจากพื้นที่ใดๆในสนาม รวม 3 ครั้ง แล้วพัตต์ครั้งเดียวลงหลุม ก็ถือว่าได้พาร์ หรือ การตีลงหลุมด้วยจำนวนการตี 4 ครั้ง โดยไม่ต้องพัตต์ก็จะได้พาร์เช่นกัน
ในหลุมพาร์ 5 นั้น การได้พาร์จากการเล่นโดยปกติ เกิดจากการตีให้ออนกรีนจากการตี 3 ครั้ง (จากแท่นที 1 ครั้ง จากเขตพื้นที่ใดๆในสนาม 2 ครั้ง) แล้วพัตต์จนลูกลงหลุมอีก 2 ครั้ง ทั้งนี้การตีจากพื้นที่ใดๆในสนาม รวม 4 ครั้ง แล้วพัตต์ครั้งเดียวลงหลุม ก็ถือว่าได้พาร์ หรือ การตีลงหลุมด้วยจำนวนการตี 5 ครั้ง โดยไม่ต้องพัตต์ก็จะได้พาร์ หรือในกรณีที่นักกอล์ฟที่เล่นเป็นผู้ที่ตีไกลมากๆ สามารถตีเพียง 2 ครั้งไปออนกรีน แล้วพัตต์ 3 ครั้งถึงจะลงหลุม ก็จะนับคะแนนเป็นพาร์เช่นกัน
ทั้งนี้ การตี 1 ครั้งแล้วขึ้นไปออนกรีนในหลุมพาร์3, การตี 2 ครั้งแล้วขึ้นไปออนกรีนในหลุมพาร์ 4 และการตี 3 ครั้งแล้วลูกขึ้นไปออนกรีนในหลุมพาร์ 5 เราจะเรียกว่า การตีออนกรีนโดยปกติ (Green in Regulation : GIR)

สำหรับการเรียกค่าคะแนนต่างๆในกีฬากอล์ฟ ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ดังต่อไปนี้

Albatross ใช้เรียกคะแนนที่ต่ำกว่าค่าพาร์ที่กำหนด 3 สโตรค เช่น การตีครั้งเดียวลงหลุมในหลุมพาร์ 4 หรือตี 2 ครั้งลงหลุมในหลุมพาร์ 5 ในบางครั้งอาจจะเรียกว่า Double Eagle ก็ได้ครับ คำว่า Albatross นี้เป็นชื่อของนกทะเลที่ตัวโตมากๆ วัดความกว้างจากปีกข้างหนึ่งไปยังปีกอีกข้างหนึ่งได้ร่วมๆ 4-5 เมตรเลยทีเดียว เปรียบเสมือนความยิ่งใหญ่ของผู้ที่ทำคะแนนนี้ได้ครับ เพราะเป็นคะแนนที่ทำได้ยากมากๆครับ 
Eagle ใช้เรียกคะแนนที่ต่ำกว่าค่าพาร์ที่กำหนด 2 สโตรค เช่น การตีครั้งเดียวลงหลุมในหลุมพาร์ 3 หรือตี 2 ครั้งลงหลุมในหลุมพาร์ 4 หรือตี 3 ครั้งลงหลุมในหลุม พาร์ 5 เปรียบเทียบกับความยิ่งใหญ่ของผู้เล่นประดุจพญาอินทรีย์ ในกรณีตีครั้งเดียวลงหลุมสำหรับหลุมพาร์ 3 นั้น จะเรียกอีกอย่างได้ว่า Hole in One ครับ
Birdie ใช้เรียกคะแนนที่ต่ำกว่าค่าพาร์ที่กำหนด 1 สโตรค เช่น การตีลงหลุมในหลุมพาร์ 3 ด้วยการตีเพียง 2 ครั้ง หรือตี 3 ครั้งลงหลุมในหลุมพาร์ 4 หรือตี 4 ครั้งลงหลุมในหลุม พาร์ 5 ผู้เล่นที่ทำคะแนนนี้ได้ เปรียบเสมือนนกที่โบยบินอยู่เหนือผู้เล่นคนอื่นๆ
Par ใช้เรียกคะแนนที่ได้เท่ากับค่าพาร์ที่กำหนดของหลุมนั้นๆ
Bogey ใช้เรียกคะแนนที่ได้เกินพาร์ 1 สโตรค นั่นคือหากได้คะแนนโบกี้แล้วผู้เล่นจะมีภาระที่จะต้องปลดเปลื้องโบกี้นั้นออกไปให้ได้ 
Double Bogey ใช้เรียกคะแนนที่ได้เกินพาร์ 2 สโตรค หากผู้เล่นได้คะแนนนี้ไป ก็จะมีภาระเพิ่มที่จะต้องปลดเปลื้องหนักยิ่งขึ้น
Triple Bogey ใช้เรียกคะแนนที่ได้เกินพาร์ 3 สโตรค หากผู้เล่นได้คะแนนนี้ไป ก็ยิ่งจะมีภาระเพิ่มที่จะปลดหนักขึ้นไปอีก

แต่ถ้าหากผู้เล่นท่านใดตีเกินจากพาร์มากกว่า 3 สโตรค ก็จะเรียกตามจำนวนสโตรคที่เกินพาร์ไป เช่น เกิน 4, เกิน, 5 เป็นต้น และจะมีศัพท์อีกคำหนึ่ง ที่ใช้สำหรับกรณีที่ตีเกินพาร์ไปอีกเท่าตัวคือ Double Par นั่นคือ ท่านที่ได้คะแนน 6 สโตรคจากหลุมพาร์3, 8 สโตรคจากหลุมพาร์ 4, หรือ 10 สโตรคจากหลุมพาร์ 5 

ในการออกรอบ 18 หลุมนั้น สนามโดยส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบละ 9 หลุม โดยจะเริ่มเล่นจากหลุมที่ 1 ไปเรื่อยๆ จนถึงหลุมที่ 9 เราจะเรียกรอบนี้ว่ารอบ Out ก็คือการที่เราเริ่มเล่นออกไปจาก Club House นั่นเอง ส่วนการเริ่มเล่นจากหลุมที่ 10 ไปจนถึงหลุม18 ซึ่งเมื่อครบ 18 หลุมแล้ว ผู้เล่นจะเดินกลับเข้า Club House เราจะเรียก 9 หลุมหลังนี้ว่า รอบ In ครับ 

ตัวอย่างการนับคะแนนและการเรียกชื่อคะแนนในหลุมต่างๆนั้น ผมขอยกตัวอย่างคะแนนในการออกรอบของนักกอล์ฟคนหนึ่ง โดยเป็นการออกรอบ 18 หลุม ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

 



Hole Par Score ชื่อเรียก Hole Par Score ชื่อเรียก
1 4 4 Par 10 5 5 Par
2 5 4 Birdie 11 3 2 Birdie
3 4 3 Birdie 12 4 7 Triple Bogey
4 3 3 Par 13 4 5 Bogey
5 4 4 Par 14 4 4 Par
6 5 5 Par 15 3 3 Par
7 4 6 Double Bogey 16 4 3 Birdie
8 3 4 Bogey 17 5 4 Birdie
9 4 2 Eagle 18 4 4 Par

Total (Out) Par = 36 Score = 35 เรียกว่า 1 Under Par 
Total (In) Par = 36 Score = 37 เรียกว่า 1 Over Par
18 หลุม Par = 72 Score = 72 เรียกว่า Square Par หรือ Even Par

ในกรณีเป็นการแข่งขันหลายๆวันติดกัน ผมขอยกตัวอย่างการแข่งขันที่มีจำนวนวันในแข่งขันทั้งหมด 4 วัน ในสนามพาร์ 72 มาเป็นตัวอย่าง โดยจะนำคะแนนในแต่ละวันมารวมกัน ซึ่งจะได้ตามตัวอย่างในตาราง Leader Board ด้านล่างนี้ครับ

Par 72
Player Day 1 Day 2 Day 3 Day 4 Total To Par Position
Sergio Garfield 68 66 68 68 270 - 18 1 st.
Tiger Wood 70 66 68 67 271 - 17 2 nd.
Vijay Singh 70 70 68 66 274 - 14 3 rd.
Davis Love III 68 72 67 67 274 - 14 3 rd.
Luke Donald 72 72 65 66 275 - 13 5 th.

จะเห็นได้ว่า Sergio Garfield ทำคะแนนวันแรก 4 Under Par วันที่สอง 6 Under Par วันที่สาม และวันที่สี่ 4 Under Par เฉือนเอาชนะ Tiger Wood ซึ่งทำคะแนนวันแรก 2 Under Par วันที่สอง 6 Under Par วันที่สาม 4 Under Par และวันที่สี่ 5 Under Par ไปหวุดหวิดเพียง 1 สโตรค ส่วน Singh และ Love ทำคะแนนได้เท่ากัน จึงครองอันดับสามร่วมกัน ทำให้ตำแหน่งอันดับที่ 4 โดนยกเลิกไป และ Donald ครองอันดับที่ 5 เพียงผู้เดียว
ในส่วนของเงินรางวัลในรายการนี้นั้น Garfield, Wood และ Donald ครองเงินรางวัลอันดับที่ 1, 2 และ 5 เพียงผู้เดียวตามลำดับ ส่วนเงินรางวัลของ Singh และ Love จะนำเงินรางวัลของผู้ที่ได้อันดับที่ 3 และ 4 มารวมกัน แล้วแบ่งให้ Singh และ Love เท่าๆ กันครับ ในกรณีที่มีผู้เล่นมีอันดับร่วมกันหลายๆคน ก็จะนำเงินรางวัลตามลำดับเงินรางวัลตามลำดับ เท่ากับจำนวนผู้เล่นที่ได้ลำดับร่วมกันมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนผู้เล่น เช่น หากมีผู้เล่นทำคะแนนได้อันดับ 3 จำนวน 4 คน ก็จะเอาเงินรางวัลอันดับที่ 3, 4, 5 และ 6 มารวมกัน แล้วแบ่งให้ผู้เล่นทั้ง 4 คนเท่าๆ กัน ส่วนผู้ที่ทำคะแนนได้เป็นลำดับถัดไปก็จะข้ามไปนับเป็นผู้เล่นที่อันดับที่ 7 และได้รับเงินรางวัลของผู้ได้อันดับ 7 ครับ 

ท้ายที่สุดก่อนที่จะจากกันไปในวันนี้ ผมขอแถมการเรียกชื่อ Shot ต่างๆ ที่ผู้บรรยายกีฬากอล์ฟมักจะใช้บ่อยๆให้ท่านผู้อ่านอีกสักนิดนึงนะครับ ว่าแต่ละ Shot เรียกกันว่าอย่างไรบ้าง

Tee Shot หรือ Tee Off ใช้เรียก Shot ที่ตีจากแท่นตั้งตี ถือเป็นสัญญานการเริ่มเล่นแต่ละหลุมของผู้เล่นแต่ละคน การTee Shot นี้จะมีสิ่งพิเศษกว่า Shot อื่นๆ ตรงที่ผู้เล่น สามารถเลือกได้ว่าจะตีจากพื้น หรือจะวางลูกบน Tee เพื่อให้ลูกลอยพ้นพื้นหญ้าขึ้นมา ซึ่งจะสามารถทำให้ตีได้ง่ายขึ้น โดยจุดที่สามารถวางลูกเพื่อเริ่มเล่นนั้น จะมีหมุดเป็นตัวกำหนด
Lay Up Shot หรือการตีวางตัว ใช้เรียก Shot ที่ผู้เล่นต้องการตีลูกกอล์ฟจากพื้นที่ใดๆในสนาม ให้ลูกกอล์ฟไปอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเล่น Shot ต่อไปได้
Approach Shot ใช้เรียกชอทที่ผู้เล่นต้องการตีลูกกอล์ฟเพื่อให้ไปออนบนกรีน
Chip, Pitch, Lob, Flob, ระเบิดทราย เป็นการเล่น Shot แก้ไขในกรณีเล่น Approach Shot หรือ Tee Off หลุมพาร์3 แล้วลูกกอล์ฟไม่ออนกรีน
Putt คือการตีลูกกอล์ฟด้วยพัตเตอร์เพื่อให้ลูกลงหลุม ในบางครั้งอาจจะใช้ไม้กอล์ฟอันอื่นๆ ที่ไม่ใช่พัตเตอร์ก็ได้

 

 

ที่มา albump.exteen.com



โดย : rattiya
เมื่อ : 21 ต.ค. 56 10:36

กอล์ฟทิป